สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ

ประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งที่กฎหมายให้ความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้คนในสังคมที่ใช้ชีวิตกันตามปกติในสังคม ในช่วงก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.๒๕๓๕ นั้นได้เกิดเหตุอุบัติภัยทางรถยนต์ขึ้นจำนวนมาก โดยที่ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้นไม่ได้รับการเยียวยา หรือรับผิดชอบจากฝ่ายผู้กระทำอย่างเหมาะสมไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขใดๆก็ตาม ทั้งที่มีความสามารถจะรับผิดชอบชดเชยความเสียหายได้และไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้อย่างเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ในอดีตได้ดังนั้นแล้ว จึงมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยพ.ศ.๒๕๓๕ นี้ขึ้นมาเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตหลังจากนั้น การตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคนี้มีผลให้เกิดการก่อตั้ง “กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย” ขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการดูแลเรื่องค่าชดเชยการสูญเสียรายได้ของผู้ประสบภัยระหว่างที่เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บบางส่วน รวมทั้งค่าเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บทางกายภาพของผู้ประสบภัย หรืออาการบาดเจ็บทางใจของญาติพี่น้องที่สูญเสียผู้ประสบภัยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ โดยกำหนดเป็นเงินชดเชยความเสียหายซึ่งเกิดกับตัวบุคคลขั้นต่ำไว้เพื่อให้ทุกคนที่ประสบภัยจากรถนั้นได้รับการเยียวยารักษาเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเงื่อนไขการได้รับเงินชดเชยความเสียเบื้องต้นที่เกิดขึ้นจากการประสบภัยทางรถนี้ที่มีกำหนดไว้นั้นจะมีผลทั้งกับเหตุการณ์ที่รถคันที่ก่อให้เกิดภัยทางรถนั้นมีการทำประกันภัยรถยนต์และไม่ได้มีการทำประกันภัยรถยนต์ซึ่งก็จะมีการดำเนินการภายหลังที่แตกต่างกันไป

ประกันภัยรถยนต์นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆได้แก่ 1. ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ และ
2. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ซึ่งสามารถแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีก 3 รูปแบบย่อยๆที่พบเห็นได้ทั่วไปในการจัดทำประกันภัยรถยนต์ได้แก่ 2.1 ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง 2.2 ประกันภัยรถยนต์ชั้นสอง และ 2.3 ประกันภัยรถยนต์ชั้นสาม

สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับนั้นจะให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลทุกคนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยจากรถที่เกิดขึ้นทุกคนเบื้องต้นอย่างเสมอภาค โดยที่หากฝ่ายผู้ขับรถเป็นผู้ที่ผ่านการพิสูจน์ทราบทางกฎหมายแล้วว่าเป็นฝ่ายผิดทางฝ่ายผู้เสียหายที่เป็นฝ่ายคู่กรณีจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติมจนเต็มจำนวนสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดให้มีการชดเชยในระดับพื้นฐาน หากฝ่ายผู้เสียหายยังเห็นว่าได้รับค่าชดเชยยังไม่เหมาะสมสามารถส่งเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อรับการพิจารณาให้ทางฝ่ายผู้ที่สร้างความเสียหายนั้นจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติมให้อีกได้ (แต่ส่วนใหญ่จะไม่เกิดเหตุการณ์บานปลายถึงนี้เนื่องจากการฟ้องร้องนั้นก็มีค่าใช้จ่าย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีระดับความรุนแรงที่เกินกว่าเงินชดเชยที่กฎหมายกำหนด)